วันอังคาร, กันยายน 16, 2008

ศึกใน พปช. สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพ"เพื่อนเนวิน"


นาทีนี้ชื่อ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และมีดีกรีเป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เข้าวินเฉือน 2 ส. "นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" เลขาธิการพรรค กับ "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" รองหัวหน้าพรรค เข้าชิงเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทยแล้วแต่ตอนเช้าเพื่อน ส.ส.ยังยินดีกันไม่ถ้วนหน้า ส.ส.ของพรรคในกลุ่มเพื่อนเนวินกลับสวนมติ ออกไปตั้งโต๊ะแถลง "คัดค้านมติกรรมการบริหารพรรค" ไม่ยอบรับชื่อ "สมชาย" และเรียกร้องให้พรรคทบทวนมติ บอกว่า ส.ส. 73 เสียงของกลุ่มพร้อมจะใช้ "เอกสิทธิ์ ส.ส." ออกเสียง "โหวตโน" หากพรรคไม่ทบทวนมติและเลือกคนใหม่เป็นการ "เปิดหน้า" ประลองกำลังกันระหว่าง 2 ขั้วใหญ่ในพรรคพลังประชาชน ! ขั้วหนึ่งอ้างเป็นสายตรงนายใหญ่ที่ผนึกกำลังกัน ได้แก่ "ส.ส.กทม." ที่ปรากฏเงาของ "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" "กลุ่มภาคเหนือ" ในเงาของ "ยงยุทธ ติยะไพรัช" และ "เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" ที่ผนึกกำลังกับ "กลุ่มอีสานพัฒนา" รวมถึงอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยตัวจักรสำคัญหลายคน เพื่อ มัดตราสัง "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ถือเป็นสงครามภาคต่อจากปฏิบัติการถล่ม "แก๊งออฟโฟร์" ซึ่งกลุ่มรวมกันเฉพาะกิจ ได้ถล่ม "เพื่อนเนวิน" ไปแบบยับเยินไม่เป็นท่า และสามารถงัดข้อ "เพื่อนเนวิน" ที่ต้องการผลักดัน "สมัคร" ให้กลับมาสู่เก้าอี้ได้สำเร็จ และเป็นชัยชนะแบบดับเบิ้ล เมื่อสามารถตีตกชื่อ "นพ.สุรพงษ์" ที่ "เพื่อนเนวิน" เตรียมไว้สำรอง พร้อมๆ เข็นชื่อ "สมชาย" ขึ้นมารับหน้าที่อีกด้วย"สมชาย" สวมบทพระเอกทันที ด้วยบุคลิกนุ่มนวล ตรงข้ามกับท่วงท่าของ "สมัคร" โดยสิ้นเชิง !!จากถ้อยแถลงการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่แฝงไปด้วยวาจาออดอ้อน เรียกร้องความปรองดองจากทุกฝ่าย โดยมี "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้ชงแนวคิด นั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เป็นการสร้างภาพใหม่ของการ "ยอมงอ" เพราะไม่อยากให้แตกหัก สอดรับเป็นจังหวะที่ดี หลังจาก "สมัคร" มีอันเป็นไปเพราะท่าทีประสงค์ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการปัญหาตอกย้ำความ "เหนือกว่า" มากยิ่งขึ้น เมื่อคนอย่าง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการประชาธิปัตย์ "เสนาะ เทียนทอง" หัวหน้าพรรคประชาราช "บรรหาร ศิลปอาชา" หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมาสนับสนุน และทิ้งท้ายว่ามั่นใจในความนุ่มนวล เป็นกลาง ของ "สมชาย" นาทีนี้ "เพื่อนเนวิน" ถึงกับหืดจับ ..?!ชัยชนะเหนือ "เพื่อนเนวิน" ครั้งนี้ เป็นชัยชนะจากสถานการณ์ และกระแสสังคมเอื้ออำนวย เป็นการเผด็จศึก "สมัคร" ลงได้ จากความพยายามมายาวนาน จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นนาทีต่อนาที หลังคำวินิจฉัยศาล เมื่อ "ยงยุทธ" ได้ยื่นข้อเสนอ ที่เป็นทางลงอันสวยงาม พาดให้ "สมัคร" เพื่อให้ลงจากหลังเสืออย่างสมเกียรติ ด้วยการประกาศไม่ขอรับตำแหน่งกลางสภาในวันที่ 12 กันยายน ขณะที่ 3 ส. แยกทำหน้าที่เจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนแถลงข่าวที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เมื่อวันที่ 11 กันยนยน ก่อนวันโหวตล่มเพียง 1 วัน โดยได้รับคำตอบว่าจะเข้าร่วม แต่มีเงื่อนไขว่า นายกฯต้องไม่ใช่ "สมัคร" แต่ทว่า "เพื่อนเนวิน" ยังยื้อสุดฤทธิ์ ด้วยการส่งพลพรรคบุกบ้าน "สมัคร" แจ้งมติพรรคร่วมเพียงครึ่งเดียวว่าพร้อมร่วมรัฐบาล แต่ไม่แจ้งเงื่อนไขสำคัญว่า "ไม่เอาสมัคร" และแล้วสภาผู้แทนฯก็ล่มตามคาดเพราะองค์ประชุมไม่ครบ พลังประชาชนวันนี้แตกละเอียด พร้อมกับการกระโดดเข้าห้ำหั่น ประหัตประหารกันอุตลุด "เพื่อนเนวิน" กำลังถูกรุมกินโต๊ะ หลังจากเคยใหญ่โตใต้ร่มเงาของ "สมัคร" มานานแต่ถึงแม้จะถูกมัดตราสัง "เพื่อนเนวิน" ไว้ขนาดไหน ก็อย่าประมาท "เนวิน ชิดชอบ" อีกทั้ง "สมัคร" ที่แม้จะยอมถอยออกไป แต่ก็คงไม่ยอมให้ใครรุมถล่มซ้ำให้พลาดท่าเป็นรอบที่ 2 ด้วยการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามดัน "สมชาย" มากินรวบ การเคลื่อนของกลุ่มเพื่อนเนวิน 73 ชีวิต ที่นอกจากการประกาศสงครามอย่างชัดเจนแล้ว ยังมีนัยยะสำคัญทางคณิตศาสตร์อยู่โข คิดกันเล่นๆ ว่า จำนวน ส.ส.ทั้งหมดในสภา 470 เสียง เป็นของ "ประชาธิปัตย์" 164 เสียง ที่เหลือเป็นฝ่ายรัฐบาลและพรรคร่วม เมื่อเสียงรัฐบาลมีอยู่ 306 เสียง หากกลุ่มเพื่อนเนวิน ใช้ "เอกสิทธิ์ ส.ส." ก็จะเหลือมือเพื่อยกให้ "สมชาย" แค่ 233 เสียง โดยที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมาร่วมประชุมกันทุกคนห้ามลาหรือขาดประชุมโดยเด็ดขาด ซึ่งตัวเลข 233 ยังไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกในสภาผู้แทนฯที่จะทำให้ "สมชาย" ผ่านการโหวตเป็นนายกฯ ในทางกลับกัน หาก 73 เสียงของเพื่อนเนวิน ไปรวมกันกับพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้ตัวเลขเป็น 237 เสียง และพร้อมใจกันวอล์กเอ๊าต์ไม่เข้าประชุมสภา...งานนี้คงได้เห็นสภาล่มซ้ำสองเหมือนวันที่ 12 กันยายนเป็นแน่แม้ผู้ใกล้ชิด "เนวิน" จะยืนยันว่าไม่มี "ต่อสาย" สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อสร้าง "การเมืองใหม่" ในมิติของการสลับขั้ว แต่ข่าวลือบนโต๊ะอาหารว่าที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งมีคนห็น "เนวิน" นั่งสนทนากับคนคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในพรรคสะตอ เห็นทีคอการเมืองต้องกลับไปตรองใหม่ว่า ...สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพ "เพื่อนเนวิน"!!

-----------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : http://www.matichon.co.th/


โพสโดย : น.ส.สุวาสินี เมธิยะพันธ์
ID : 5131601556 Sec.02

วันอาทิตย์, กันยายน 14, 2008

พธม.ลั่น ส.ไหนก็ไม่เอา ชู'สภาประชาภิวัฒน์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ก.ย. ที่ห้องสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ แถลงข่าวต่อกรณี การเคลื่อนไหวกดดันบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายสมศักดิ์กล่าวว่าต้องติดตามสถานการณ์ ไปก่อน สำหรับรายชื่อ 3 ส. ที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็น ส. ไหน ก็รับไม่ได้ เพราะบุคคลเหล่านี้ทำผิดกฎหมายมาแล้วทั้งสิ้น เช่น กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่มติ ครม.ขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ไม่ว่าใครที่มาจาก ครม.ชุดนี้ถือว่า ขายชาติ จึงขาดคุณสมบัติที่จะมาบริหารประเทศชาติ ส่วนที่จะมีการเสนอชื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ เห็นว่าเป็นความคิดของพวกที่อยู่ในอาจมก็ต้องยอมรับกันได้อยู่แล้ว เชื่อว่าประเทศไทยคงไม่สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขนาดหาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้


ย้ำไม่เอานายกฯ จาก พปช.-พรรคร่วม
นายสมศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าพันธมิตรฯ จะไม่ยอมรับตัวแทนจากทั้งพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน เพราะคนพวกนี้เคยสมคบกันกระทำผิด เมื่อก่อนอยู่รวมกันแล้วถูกซื้อตัวไป เมื่อ แตกแล้วก็มารวมกันใหม่ เป็นซ่องโจรอีก อย่างนี้เรารับไม่ได้ ส่วนพรรคที่ยังไม่กระทำผิดเราจะไปว่าหรือห้ามอะไรเขาไม่ได้ ดังนั้นคนเหล่านี้ควรยุติบทบาททางการเมือง เพราะหากบริหารบ้านเมืองประเทศชาติคงไม่มีอนาคต และยิ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าคนเหล่านี้เขามาในสภา โดยการซื้อเสียง และเคยโกงกินมาก่อน จะมีใครกล้าสาบานหรือไม่ว่าไม่เคยซื้อเสียงเข้ามา ดังนั้นเราจึงต้องทำการเมืองใหม่ เพื่อกำจัดคนประเภทนี้ออกไป


ฉุน ปชป.พลิกหนุน “สมชาย”
เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ออกมาสนับสนุนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี กลุ่มพันธมิตรฯ ยอมรับได้หรือไม่ พล.ต.จำลอง ตอบว่า เราพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่พันธมิตรเพื่อประชาธิปัตย์ ดังนั้น จะเอาไปเปรียบเทียบกันไม่ได้ เขาคือนักการเมือง นักเลือกตั้ง แต่พันธมิตรฯไม่ใช่ เราไม่ได้เอาพรรคใดมาเป็นสรณะ เมื่อถามว่า หากมีการยุบสภากลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมหรือไม่ พล.ต.จำลองตอบว่า เรื่องนี้ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของพันธมิตรฯ เพราะบทบาทของเราคือการหยุดยั้งความชั่วร้ายและเข้ามาทำการเมืองใหม่ อย่างไรก็ตาม การยุบสภายังมาไม่ถึง ต้องว่ากันไปตามสถานการณ์


ด่าซ้ำ รบ.แห่ง ปชป.การเมืองน้ำเน่า
ส่วนแนวคิดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้มีรัฐบาลแห่งชาตินั้น พล.ต.จำลองตอบว่า รัฐบาลแห่งชาติ ก็เหมือนรัฐบาลแห่งพรรคของประชาธิปัตย์ เพราะแนวคิดดังกล่าวเป็น การเอานักการเมืองน้ำเน่าเก่าๆ ที่มะรุมมะตุ้มอยู่ในสภาฯ ก็เปรียบเสมือนการพายเรืออยู่ในอ่าง เอาของเน่ามาผสมกับของเน่าก็ทำให้ยิ่งเน่าไปใหญ่ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้


ระบุนายกฯแต่งตั้งดีกว่าเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวถามแนวทางการเมืองใหม่ พล.ต.จำลอง ตอบว่า การเมืองใหม่ที่พันธมิตรฯเสนอยังคงเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ การเลือกตั้งแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยนักการเมืองต้องมาจาก 2 ส่วนคือ มาจากการเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาจากวิชาชีพ เพราะหากยังเป็นการเลือกตั้งแบบเดิม จะทำให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีทางเข้ามาได้ จะมีก็แต่นักการเมืองเพียงไม่กี่กลุ่มที่สลับกันยึดครองประเทศเหมือนเดิม ปัญหาของประชาชนก็ไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งนี้ เราจะไปเอาอย่างประเทศฝั่งตะวันตกที่เลือกตั้งแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนไทย
ด้านนายสมศักดิ์กล่าวว่า วันนี้เราต้องตื่นและอยู่กับความเป็นจริง คนไทยต้องเชื่อมั่นในระบอบวัฒนธรรม และจุดยืนของความเป็นไทย อย่าไปยึดติดกับตำราฝรั่ง ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเราไม่ได้บอกว่าจะต้องมาจากคนนอก แต่ที่ผ่านมานายกฯเรามีตัวอย่างนายกฯแต่งตั้งที่ดีคือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และนายอานันท์ ปันยารชุน ที่แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีผลงานมากมาย ดีกว่านายสมัคร สุนทรเวช นายบรรหาร ศิลปอาชา และ พ.ต.ท.ทักษิณที่โกงการเลือกตั้งเข้ามา
เมื่อถามว่า แสดงว่าพันธมิตรฯต้องการนายกฯ คนนอกใช่หรือไม่ พล.ต.จำลองตอบว่าไม่ใช่อย่างนั้น นี่เป็นเพียงแค่การยกตัวอย่าง การเมืองใหม่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ควรมีสัดส่วนมาจากการสรรหา อย่าให้พวกนักการเมือง มาครองสภาฯแบบเก่าอีก และจะเห็นว่านักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง ส่วนใหญ่จะดีกว่าการเลือกตั้ง


พธม.ลั่นไม่รับรัฐบาล พปช.
กระทั่งเวลา 21.25 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยอ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 22/ 2551 ของพันธมิตรฯ เพื่อประกาศจุดยืนกรณีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยระบุว่า “รัฐบาลประชาภิวัฒน์เท่านั้นที่จะแก้ไขวิกฤติชาติได้” ทั้งนี้ ในแถลงการณ์อ้างถึงแถลงการณ์ฉบับที่ 21/2551 เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 และกล่าวว่า ขณะนี้ได้เกิดขบวนการและความพยายามในการบิดเบือนข้อมูล แอบอ้างความเรียบร้อยและความสงบเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพียงเพื่อมิให้ประชาชนสนใจต่อนักการเมืองที่ไร้จริยธรรม ทุจริตคอรัปชัน ขายชาติ และย่ำยีกฎหมาย พร้อมๆ กับความพยายามที่จะนำเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหุ่นเชิดเพื่อให้พรรคพลังประชาชนแสวงประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวไม่มีสิ้นสุด ดำรงวิกฤติที่สุดในโลกและความล่มจมประเทศชาติต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผู้เป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมีภรรยาถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตคอรัปชันและร่ำรวยผิดปกติ, นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการยุติธรรมหุ่นเชิด ผู้ที่ได้โยกย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้เป็นคนใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือครอบครัวชินวัตร หรือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้ที่มีประวัติด่างพร้อยร่วมกับรัฐบาลทักษิณออกสลากพิเศษ 2 ตัว และ 3 ตัวโดยผิดกฎหมาย ตลอดจนแสดงพฤติกรรมช่วยเหลือในการคืนเงินที่อายัดให้กับครอบครัวชินวัตร ดังนั้น พันธมิตรฯ จึงไม่ต้องการ “นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดหรือรัฐบาลผสมที่มีส่วนร่วมจากพรรคพลังประชาชน”


เสนอจัดตั้ง “สภาประชาภิวัฒน์”
นายสนธิยังกล่าวถึงจุดยืนของพันธมิตรฯอีกว่า ไม่ต้องการรัฐบาลแห่งชาติที่มาจากการส่งตัวแทนทุกพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาล รวมถึงไม่ต้องการ การรัฐประหารเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง พร้อมเสนอทางออกในการแก้วิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ด้วยการให้มี “รัฐบาลประชาภิวัฒน์” ซึ่งมีหลักการคือ ส่งเสริมให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง มิให้คนไม่ดีมีอำนาจ โดยขอให้นักการเมืองในรัฐสภายอมเสียสละพื้นที่ของตัวเอง ยอมให้บุคคลที่เป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติด่างพร้อย มีความสามารถ และมีความจริงใจในการแก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง ให้เข้ามาบริหารประเทศชั่วคราวโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกระดับ ปราศจากตัวแทนผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ปราศจากตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มการเมือง และปราศจากตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ของกลุ่มทุน และให้รัฐบาลประชาภิวัฒน์เข้ามาดำเนินการภารกิจเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง ทั้งนี้ รัฐบาลประชาภิวัฒน์ จะมาจากองค์กรประชาชนทุก ภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ เพื่อกำหนดอนาคตและทิศทางของประเทศชาติร่วมกัน ช่วยกันพัฒนาสร้างสรรค์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งเนื้อหา รูปแบบ โครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมือง ที่อยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางเพื่อความเป็นธรรมในสังคม และรับผิดชอบโดยให้ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ร่วมกำหนด “วาระแห่งชาติ” รวมถึงร่วมกับประชาชน เพื่อทำให้เกิด “สภาประชาภิวัฒน์” ที่มีองค์ประกอบหลากหลาย กว้างขวาง เพื่อนำพาประเทศให้พ้นจากวิถีการเมืองแบบเดิม ที่เอื้อต่อการทุจริต คอรัปชัน ใช้เล่ห์เพทุบายเพื่อหลบเลี่ยงจากการตรวจสอบ และไม่ตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชน


เเหล่งที่มา:http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics&content=104215

Post by :ปาณิศรา สุชีวะ
5131601398 Sec.02

ทหารไทย-กัมพูชา ตรึงกำลังเข้ม “ตาควาย”-เขมรเหิมป่วนบุกชายแดนไม่เลิก

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา – ทหารไทย-กัมพูชา ตรึงกำลังเผชิญหน้าคุมเข้มชายแดน “ปราสาทตาควาย” อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ หลังกัมพูชาป่วนชายแดนไทยไม่เลิกส่งกองกำลังติดอาวุธสงครามครบมือ 150 นาย บุกยึดปราสาทตาควายประจันหน้าทหารไทยตึงเครียดหวิดปะทะ ผบ.กกล.สุรนารี รุดเจราจา 2 ฝ่ายถอนกำลังพร้อมเสาธงชาติ ออกจากตัวปราสาทเข้าไปอยู่ในเขตแดนตัวเองฝ่ายละ 300 เมตร เผยเสนาธิการกองทัพภาคไทย-กัมพูชา รุดหารือด่วนพร้อมนัดเจรจาระหว่างแม่ทัพระดับภูมิภาค 2 ประเทศหาข้อยุติร่วมกันปลายเดือนนี้

วันนี้ (14 ก.ย.) แหล่งข่าวทหารระดับสูงในกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ขณะนี้ทหารไทยและทหารกัมพูชา ยังคงตรึงกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ที่บริเวณปราสาทตาควาย ชายแดนไทย-กัมพูชา บ.ไทยนิยม ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้วางกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือในฝั่งประเทศของตัวเองห่างจากตัวปราสาทฝ่ายละประมาณ 300 เมตร ซึ่งสถานการณ์ยังอยู่ในภาวะตึงเครียด เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ปราสาทตาควายและยึดถือแผ่นที่คนละฉบับ

รวมทั้งพื้นที่ชายแดนดังกล่าวยังไม่การปักปันเขตแดนระหว่าง 2 ประเทศ เช่นเดียวกับกรณีปัญหาปราสาทตาเมือนธม บ.หนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งปราสาทตาควายตั้งทางด้านทิศตะวันออกห่างจากปรสาทตาเมือนธมประมาณ 12 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ความตึงเครียดดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทหารชายแดนกัมพูชา ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่บ้านทะมอโดน อ.บันเตียอำปึล จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา นำโดย พ.อ.เนี๊ยะ วงศ์ รองเสนาธิการกองพลทหารชายแดนที่ 402 ประเทศกัมพูชา ได้นำกำลังทหารกว่า 150 นาย พร้อมอาวุธสงครามครบมือ เข้ามายึดตัวปราสาตาควายและพื้นที่โดยรอบปราสาท รวมทั้งได้นำธงชาติกัมพูชามาปักไว้ภายในตัวปราสาท ด้วย



ทำให้ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 2606 กรมทหารพรานที่ 26 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ของไทย ที่ประจำการอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนปราสาทตาเมือนธม ได้ส่งกำลังเข้าเผชิญหน้ากับทหารกัมพูชาทั้งบริเวณภายในตัวปราสาทและพื้นที่รอบปราสาท พร้อมพยายามเจรจาให้กัมพูชาถอนกำลังทหารและนำธงชาติออกไป ซึ่งกำลังทหารทั้ง 2 ฝ่าย ประจัญหน้าห่างกันแค่ประมาณ 10 เมตร และสถานการณ์ตึงเครียดอย่างหนักถึงชั้นหวิดปะทะกันขึ้น

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า จนกระทั่งวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุนารี) ได้เข้าเจรจา กับ พ.อ. เนี๊ยะ วงศ์ รองเสนาธิการ ทหารชายแดนที่ 402 ประเทศกัมพูชา ที่บริเวณปราสาตาควาย ทำให้สถานการณ์ได้ลดความตึงลงระดับหนึ่ง

โดยมีข้อตกลงเพื่อลดการเผชิญหน้าร่วมกันว่าให้ทั้ง 2 ฝ่าย ถอนกำลังออกจากตัวปราสาทเขาพระวิหาร และให้วางกำลังทหารได้จำนวนเท่ากันห่างจากตัวปราสาทระยะเท่ากันฝั่งละไม่ต่ำกว่า 300 เมตร ทั้งนี้จนกว่าการเจรจาระดับสูงของ 2 ประเทศจะได้ข้อยุติและคณะกรรมการปักปันเขตแดนทั้ง 2 ประเทศเข้ามาสำรวจเพื่อทำการปักปันเขตแดนต่อไป

post by นายทนงศักดิ์ อิยวญชัย
5131601327 sec 2
..................................................




วันพฤหัสบดี, กันยายน 11, 2008

อภิสิทธิ์ รอดูท่าทีพรรคร่วมตัดสินใจเรื่องนายกฯ

พรรคประชาธิปัตย์ 11 ก.ย.-"อภิสิทธิ์" รอดูท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลก่อนว่าจะเลือกใครดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่ต้องการให้เกิดภาพการแย่งชิงตำแหน่ง ระบุเสนอรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการหาทางออกให้ประเทศ ย้ำสภาต้องตั้งรัฐบาลที่แก้ปัญหาวิกฤติของชาติ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงที่พรรคร่วมรัฐบาลกำลังตัดสินใจกันอยู่ จึงต้องรอฟัง เพราะไม่อยากให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการแย่งชิงอะไร สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำมาทั้งหมด ไม่ได้สนใจเรื่องการแย่งชิงอำนาจ แต่เป็นการเสนอทางออกให้กับประเทศ ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลยังมีความคิดที่จะทำงานร่วมกันต่อไป ความคิดดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีประเด็นที่น่าจะต้องมาคุยกัน เราพร้อมที่จะพูดคุย และถ้าพรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจเดินต่อไป ต้องให้เหตุผลกับสังคมว่า มีทางออกสำหรับสังคมอย่างไร ต้องรอดูว่าสภาฯ จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี และให้ผู้นั้นเป็นคนแสดงออกเพื่อคลี่คลายวิกฤติต่าง ๆ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ตนเสนอให้มีรัฐบาลพิเศษเพื่อให้เป็นทางออกหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่พูดหมายถึงรัฐบาลเปิดพื้นที่ให้บุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคการเมืองด้วย และต้องมีการประกาศให้ชัดว่าเงื่อนเวลาและภารกิจคืออะไร ถ้าจะไม่มีฝ่ายค้าน เพราะโดยหลักควรมีฝ่ายค้าน ถ้าไม่มีฝ่ายค้าน อายุของรัฐบาลก็ต้องจำกัดมาก ๆ มีภารกิจที่ชัด และทำงานในสถานการณ์พิเศษ ซึ่งไม่เหมือนกับที่พูดกันทั่วไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องแก้ด้วยรัฐบาลพิเศษ แต่พูดได้เพียงว่าต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมทั้งคน ทัศนคติ หรือรูปแบบ คิดว่าน่าหนักใจสำหรับบ้านเมือง แต่ถ้าจะเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนจุดไหน ไม่มีใครผูกขาดความคิดที่ถูกต้องตรงนี้ และตนก็เปิดใจกว้าง ไม่เคยเรียกร้องว่าพรรคประชาธิปัตย์และตัวของตนต้องเป็นรัฐบาล แต่ความเปลี่ยนแปลงต้องมี มิฉะนั้นบ้านเมืองจะเดินต่อไปไม่ได้

เมื่อถามว่าถ้านายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจากพรรคชาติไทยไม่ใช่จากพรรคพลังประชาชน จะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ หรือมีค่าเท่ากัน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยู่ที่ว่ารัฐบาลชุดใหม่รู้ว่าภารกิจของตัวเองคืออะไร ถ้าคิดว่าบ้านเมืองปัจจุบันเป็นเรื่องปกติ ตนคิดว่าคงน่าหนักใจ เพราะเท่ากับว่าสภาพบ้านเมืองติดหล่มอยู่ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่ตระหนักในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นแล้วเก็บเกี่ยวบทเรียนว่าทำอย่างไรไม่ให้เหมือนกับสัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ถ้าสามารถหลุดพ้นจากตรงนั้นได้ ก็มีโอกาสที่จะแก้ไข

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสุเทพ ยอมรับว่าได้มีการพูดคุยกับ ส.ส.พรรคพลังประชาชนบางคน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส.ส.ทุกคนพูดคุยกันเป็นปกติธรรมดา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความชัดเจนอยู่แล้วที่เห็นว่าขณะนี้บ้านเมืองมีวิกฤติ สภาฯ ต้องตั้งรัฐบาลที่ผ่าทางตันแก้วิกฤติให้ได้ ถ้าเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถมีส่วนร่วมตรงนี้ได้ เราก็ยินดี โดยทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ.

ข้อมูลจาก สำนักข่าวไทย
http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=222863&ch=pl2

post by นายทนงศักดิ์ อิยวญชัย
5131601327 sec 2

วันพุธ, กันยายน 10, 2008

"พปช."หลังพิงฝา "สมัคร"...คำตอบสุดท้าย



ทุกคนต่างใจจดใจจ่อกับคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาความเป็นรัฐมนตรีของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเพราะไปจัดรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยงหกโมงเช้า หรือไม่

ในที่สุดเมื่อเวลา 16.29 น. นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ก็อ่านคำวินิจฉัยมาถึงตอนที่ว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้นายสมัครพ้นจากตำแหน่ง พร้อมกับอธิบายไว้เสร็จสรรพว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งไป คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะก็ต้องพ้นไปด้วย เพียงแต่ว่าความผิดของนายสมัครนั้นเป็น "ความผิดเฉพาะตัว" ครม.ชุดนี้จึงสามารถรักษาการต่อไปได้ จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่

ในมุมมองของพรรคพลังประชาชน (พปช.) ก็คงต้องบอกว่าผลที่ออกมานั้น "ตามคาด" และวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปอีกว่า มีการกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่เซอร์ไพรส์ ในขณะที่ผู้คนที่มีจุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็คงจะแสดงความยินดีกันไปตามระเบียบ ที่ได้เห็น "สมัคร" พ้นเก้าอี้ผู้นำรัฐบาลไปเสียที

แต่คงจะดีใจกันไปได้ไม่นาน เพราะผลการประชุม ส.ส.พปช.ที่อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรี ซึ่งเริ่มประชุมหารือกันมาตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 9 กันยายน ก่อนที่จะทราบผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ได้ประกาศสวนกลับมาทันทีว่า "จะเสนอชื่อนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง" เพราะนายสมัครยังเป็น ส.ส.อยู่ และมีสิทธิโดยชอบเมื่อ "กฎหมายไม่ได้ห้าม" ส่วนประเด็นเรื่อง "จริยธรรม" ในวินาทีนี้ยังไม่มีใครอยากจะพูดถึง

พร้อมกับส่ง วิทยา บูรณศิริ ประธาน คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม รัฐบาล (วิปรัฐบาล) ไปสภาเพื่อล็อบบี้ขอให้ "ปู่ชัย" ชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกประชุมสภา เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน ซึ่งฝ่าย "ปู่ชัย" ก็ไม่ปฏิเสธ พร้อมรับไปปฏิบัติ กำชับให้ พิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือเชิญประชุมเป็นที่เรียบร้อย

ถือเป็นการชิง "ปิดเกมเร็ว" ซึ่งไม่เพียงเร่งรัดการยุติภาวะ "สุญญากาศการเมือง" แล้วยังเป็นการกระชับเวลาไม่ให้พรรคร่วมรัฐบาลมีโอกาสได้เปลี่ยนใจหันไปสร้างขั้วการเมืองใหม่กับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะยิ่งปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าออกไป อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ!

แล้วแนวคิดการ "ปลุกชีพสมัคร" ครั้งนี้ มิกลายเป็นการ "สาดน้ำมันใส่กองไฟ" หรือ..?!

ทราบกันดีอยู่แล้วว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่นสำคัญในการแสดง "อารยะขัดขืน" ที่มีต่อรัฐบาลและนายสมัคร สุนทรเวช และสิ่งที่เรียกร้องกันมาตลอด 100 กว่าวันของการชุมนุมก็คือ "สมัคร ออกไป!" แต่พอ "สมัคร" ออกไปจริงๆ กลับจะมีการเสนอชื่อให้กลับเข้ามารับตำแหน่งอีก

หรือว่าภาวะ "หลังพิงฝา" ของพรรคพลังประชาชน จะนำไปสู่การเผชิญหน้าที่หวังผล "แตกหัก" กับกลุ่มพันธมิตร เพราะ พปช.ประกาศ "สู้ไม่ถอย" ด้วยการเตรียมความพร้อมมวลชน นปช. ออกมา "ปะ-ฉะ-ดะ" กับคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเต็มที่แล้ว

"พวกเราก็มี นปช. กลุ่มมวลชนของเราพร้อมที่จะลุกขึ้นมายืนเคียงข้างและให้การสนับสนุนรัฐบาล" เป็นเสียงประกาศกลางที่ประชุมพรรคพลังประชาชน...พร้อมๆ กันนั้นก็มีเสียงแย้งว่า "จะไปไหวหรือ พรรคร่วม 5 พรรคจะเอาด้วยหรือเปล่า" ซึ่ง สมชาย เพศประเสริฐ และ ไพจิตร ศรีวรขาน แสดงความเป็นห่วงออกมา

ถึงแม้จะเสียงแข็งกันแค่ไหน แต่การต่อสู้กับ "สงครามครั้งสุดท้าย" ของกลุ่มพันธมิตร ที่เหลียวซ้ายแลขวาแล้วก็ยังไม่มีใครเหมาะสมกับการต่อกรกับกลุ่มพันธมิตรได้ดีเท่ากับคนที่ชื่อ "สมัคร สุนทรเวช"

หากมัวแต่เลือกเฟ้นผู้นำใหม่ในชั่วโมงนี้คงต้องบอกว่าพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในภาวะ "ขาดแคลนผู้นำ"!!

ไม่ว่าจะ "เลือกหยิบ" ใครขึ้นมาเป็นแม่ทัพ ก็ล้วนแต่ถูกกลุ่มพันธมิตร "ร้องยี้" แถมจะกระตุ้นให้เกิดแรงกระเพื่อมภายใน ฉะนั้น ในการประชุมพรรคแกนนำรัฐบาล เมื่อบ่ายวันที่ 9 กันยายน จึงไม่มีการพูดถึงชื่อ "บรรหาร ศิลปอาชา" หัวหน้าพรรคชาติไทย "พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร" หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา หรือแม้กระทั่ง "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ขึ้นมาชูเป็นแคนดิเดตนายกฯคนใหม่

แต่อย่าได้กะพริบตาเด็ดขาด เพราะระยะเวลาที่เหลืออีก 2 วัน 2 คืนข้างหน้า อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอในการเมืองไทย!!



ที่มา http://www.matichon.co.th/

โพสโดย:สุวาสินี เมธิยะพันธ์
ID:5131601556
Sec.02

วันจันทร์, กันยายน 8, 2008

กลุ่มพลัง นศ.ตั้งเวทีหน้ารามฯ


หลังจากที่กลุ่ม นศ.ที่ใช้ชื่อเครือข่ายนิสิตนักศึกษาเยาวชนกู้ชาติ หรือยัง แพด ประกาศยืนยันนัดหยุดเรียนในวันที่ 9 ก.ย.นี้เป็นต้นไป เพื่อเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ยิ่งสร้างความฮึกเหิมให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และปักหลักอยู่เป็นเวลาครบสองสัปดาห์ ว่ามั่นใจจะได้รับชัยชนะในการกดดันรัฐบาลในที่สุด

ด้านการชุมนุมขับไล่นายกฯสมัคร ใน กทม. ซึ่งนอกจากจุดหลักของกลุ่มพันธมิตรฯแล้ว ก็ยังมีที่บริเวณหอนาฬิกาหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง กลุ่มนักศึกษาในนามเครือข่ายพลังนักศึกษาเพื่อสังคม มหาวิทยาลัย รามคำแหง ตั้งเวทีปราศรัยพร้อมขึ้นป้ายผ้าข้อความว่า “ชุมนุมใหญ่ ขับไล่สมัคร เรียกร้องความเป็นธรรมให้ 2 ลูกพ่อขุน ที่ถูกยิงบาดเจ็บ ระหว่างเดินขบวนไปขับไล่นายสมัคร เมื่อคืนวันที่ 2 ก.ย. 51” มีนักศึกษาและประชาชนให้ความสนใจฟังราว 100 คน นายสิกขนันท์ หนูเล็ก อายุ 26 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะรัฐศาสตร์ ภาคพิเศษ ม.รามคำแหง แกนนำเครือข่ายฯ เปิดเผยว่าทางกลุ่มต้องการแสดงจุดยืนและประกาศแถลงการณ์ 4 ข้อ คือ 1. ขับไล่นายสมัคร สุนทรเวช ออกไปโดยเร็วที่สุด 2. เรียกร้องความเป็นธรรมให้เพื่อนนักศึกษารามคำแหงที่ถูกลอบยิงบาดเจ็บ 3. คัดค้าน/ไม่ยอมรับ (อารยะขัดขืน) พ.ร.ก.ฉุกเฉินอัปยศ และ 4. คัดค้านกฎหมายประชามติ ฟอกตัวของรัฐบาลหน้าด้าน




ที่มาจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐhttp://www.thairath.co.th
โดย Jirarat Suksamran
ID.5131601276 Sec.2

วันอาทิตย์, กันยายน 7, 2008

“ประสพสุข” รับเงื่อนไขพันธมิตรฯ “หมัก” ต้องออกสถานเดียว นำถก 3 ฝ่ายพรุ่งนี้


ปธ.วุฒิสภา เผยล่าสุดได้หารือรับเงื่อนไขของแกนนำพันธมิตรฯ แล้ว คือ นายกฯ ต้องลาออกเท่านั้นจึงจะยอมเจรจา โดยตนจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปหารือที่ประชุม 2 สภา พรุ่งนี้ เวลา 10 โมงเช้า


วันนี้ (7 ก.ย.) นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เปิดเผยล่าสุดว่า ได้ประสานและหารือกับแกนนำพันธมิตรฯ แล้ว รวมทั้งได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ทางกลุ่มพันธมิตรฯ มีเงื่อนไขว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะต้องลาออกก่อนจึงจะยอมเจรจา อย่างไรก็ตาม จะนำข้อเสนอนี้ไปหารือในที่ประชุมร่วมประธาน 2 สภา และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร วันพรุ่งนี้ (8 ก.ย.) เวลา 10.00 น.


ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าได้พยายามที่จะหาทางพูดคุยแล้วเพื่อเปิดให้มีการเจรจากันได้ ซึ่งจะต้องรอดูกันไป อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้คงได้ทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
post by นายทนงศักดิ์ อิยวญชัย
5131601327 sec 2