วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปธ.ชี้ปชช.ไม่ตระหนักในสิทธิ์-นักการเมืองลุแก่อำนาจทำเกิดวิกฤต

(18ส.ค.) ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ คณะกรรมการวิจัยและพัฒนา วุฒิสภา จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง ทางออกของประเทศไทยภายใต้วิกฤติความคิดแตกต่าง โดยนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ปาฐกถาพิเศษเรื่อง บทบาทของวุฒิสภาไทยภายใต้วิกฤติความคิดแตกต่าง ว่า วิกฤติการเมืองปี 49 เป็นเพราะกลไกของรัฐธรรมนูญ 40 ไม่ดำเนินไปตามเจตนารมณ์ที่ถูกต้อง ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธา นำไปสู่การยึดอำนาจล้มล้างรัฐธรรมนูญ มาถึงรัฐธรรมนูญ 50 มุ่งหวังให้วุฒิสภาชุดนี้เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การปกครองเดินหน้าต่อไปอย่างราบรื่น มีการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมีประสิทธิภาพ วุฒิสภาจะทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ได้ต้องมีฐานข้อมูลสารสนเทศที่สมบูรณ์ และมุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อส่วนรวมอย่างเป็นอิสระ โปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากสังคม
นายประสพสุข กล่าวว่า สำหรับสังคมประชาธิปไตยก่อน ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ เหตุและผลจะเป็นทางออก แต่เมื่อหาทางออกไม่ได้ ระบบเสียงข้างมากที่เคารพ ไม่เพิกเฉยต่อความคิดเห็นของฝ่ายข้างน้อย จะถูกนำมาใช้ แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อยู่นอกระบบรัฐสภา นอกกลไกของรัฐ และมีความซับซ้อนจนเข้าขั้นวิกฤต จึงต้องทำความเข้าใจต้นตอแห่งปัญหาโดย ทำความเข้าใจถึงระบอบการเมืองของประเทศ
ซึ่งตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475 ผู้ที่ได้สิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญ เพราะเป็นการได้มาโดยที่ไม่ได้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพแต่ไม่ตระหนักถึงการใช้ ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีคุณธรรม จึงทำให้เกิดการละเมิด ชาวไทยใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายเสียงข้างมากเท่านั้น ประชาชนจึงถูกพรรคการเมืองและนักการเมืองใช้ประโยชน์ มากกว่าที่ประชาชนจะใช้พรรคการเมือง นักการเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชน
การผลัดเปลี่ยนรัฐบาลแต่ละครั้ง ยังไม่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชน เพราะเป็นแค่เรื่องของผู้ปกครองพรรคการเมืองเท่านั้น ประชาชนไม่รู้สึกใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลวิธีการใด หรือเปลี่ยนบ่อยเท่าใด เพราะประชาชนเพียงแต่รอว่า รัฐบาลใหม่จะให้อะไร ถ้าได้มากก็ชอบ ทำให้พรรคการเมืองแสวงหาความนิยมด้วยนโยบายประชานิยม จนทำให้คนต้องพึ่งพารัฐค่อนข้างมาก สร้างนิสัยบริโภคเกินตัว ส่งผลเสียต่อประเทศในระยะยาว
นายประสพสุข กล่าวว่า ส่วนการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 ที่มุ่งเน้นเสถียรภาพของรัฐบาล มีองค์กรอิสระคอยตรวจสอบการทำหน้าที่ ก็ไม่เป็นผล เพราะถูกแทรกแซง ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง ไม่มีการส่งเสริมการศึกษาของประชาชน กลายเป็นหน้าที่ของสังคมและสื่อมวลชนที่ต้องมาทำหน้าที่นี้จนเริ่มมีอิทธิพลชี้นำ และในที่สุดสื่อก็ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และเกิดการต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระ
นอกจากนี้ประเด็นเสียงข้างมาก ละเลยเสียงข้างน้อย กลายมาเป็นปัญหาทำให้เกิดความแตกแยกของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องการสนับสนุนตัวบุคคล ไม่ใช่ความแตกแยกด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง กลายเป็นการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อล้มล้าง รัฐบาล และศูนย์กลางการต่อสู้ออกมาอยู่นอกรัฐสภา และนอกกลไกรัฐมากขึ้น ขณะที่ศาล เข้ามามีบทบาทแก้วิกฤตมากขึ้น และแม้การปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 49 สะท้อนออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ 50 แต่ก็ถูกมองว่า มิได้ดำเนินการในเรื่องหลักการ แต่มุ่งไปที่ตัวบุคคล ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองสูงก็จริง แต่การพัฒนาการเมืองยังมุ่งเน้นโครงสร้างทางสถาบัน มากกว่า การให้การศึกษา สื่อจึงอยู่ในฐานะผู้ชี้นำของสังคม
นายประสพสุข กล่าวว่า มิติความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ คือ อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง กับอำนาจที่เป็นแบบจารีตประเพณีที่เน้นคุณธรรม เกิดการผสมผสานไม่ลงตัว มีการใช้อำนาจแบบ ลุแก่อำนาจ โดยอาศัยที่มาโดยชอบธรรมเพียงอย่างเดียว ไม่มีจุดมุ่งหมายและวิธีการที่ชอบธรรม ทำให้ได้รับการต่อต้าน จะเห็นว่า หลายครั้งกลุ่มที่มีการศึกษาผิดหวังกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่างไม่คัดค้านรัฐประหาร ทั้งที่ไม่เห็นด้วยกับเผด็จการ ฉะนั้นการนำเสียงข้างมากมาอ้างฉันทานุมัติในการใช้ทุกเรื่องจึงไม่ถูกต้อง และการใช้อำนาจแบบนี้เป็นสาเหตุหลักที่กลายมาเป็นวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้น
นายประสพสุข กล่าวว่า ยังมีความคิดเห็นต่างในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฝ่ายสนับสนุนเห็นว่า ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ส่วนฝ่ายคัดค้าน เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แก้ข้อด้อยของปี 40 การจะแก้เท่ากับแก้เพื่อประโยชน์ของตนเอง เรื่องนี้หากพิเคราะห์ให้ดี จะเห็นว่า การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญในอดีต มาจากความเห็นที่แตกต่าง แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือต้องการพัฒนาประเทศ และมักจบด้วยการเสียเลือดเนื้อ ปัจจุบันความแตกต่างทางการเมืองดังกล่าวยังคงมีอยู่ หลายฝ่ายพยายามให้การเคลื่อนไหวกลับเข้าสู่ระบบรัฐสภา อย่างไรก็ตาม การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธเป็นสิทธิ แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขต ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น
จากพัฒนาการทางการเมืองของประเทศ การจะผสมผสานความขัดแย้งให้เป็นประโยชน์นั้น ระยะยาวต้องทำโดยการให้ความรู้แก่พลเมือง การใช้เหตุผล และการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับความเห็นของคนส่วนใหญ่ โดยให้ความสำคัญกับเสียงคนส่วนน้อย การพัฒนาคนให้มีคุณภาพและคุณธรรม ส่วนเบื้องหน้า ต้องช่วยกันสร้างแรงจูงใจที่จะให้คนสร้างสิ่งที่ดี ทำให้เกิดระบบการปกครองที่มีการจัดสรรผลประโยชน์ จัดระเบียบสังคม ทำให้เกิดกติกา กฎหมาย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ทั้งนี้พวกเราทราบกันดีว่า ทุกครั้งที่วิกฤตเกิดขึ้นในบ้านเมือง แล้วองค์กรตามรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ ผู้ที่ชี้ทางออกหรือระงับวิกฤตนั้น คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่คนไทยรักและเทิดทูล และก็พวกเราเอง ที่สร้างวิกฤต สร้างความกังวลพระราชหฤทัย สร้างความเดือดร้อนให้พระองค์ จึงขอให้พวกเรารักพระองค์ทั้งใจและกาย ทั้งคำพูดและการกระทำ ความขัดแย้งใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากความคิดเห็นที่แตกต่าง จนเป็นวิกฤตนี้ ขอให้ยุติเพียงแค่นี้ แล้วร่วมกันหาทางออกอย่างสันติ และเหมาสมสงบ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เรารักและเทิดทูนพระองค์อย่างแท้จริง ประธานวุฒิสภา กล่าว

ที่มา http://news.sanook.com/politic/politic_298109.php

1 ความคิดเห็น:

kid กล่าวว่า...

อะไรๆ ก็อ้างสิทธิ์ แต่หารุไม่ว่าตนเอง นั้นใช้สิทธิ์เกินขอบเขต คงเป็นเพราะมัวแต่หวังผลประโยชน์กระมัง เลยไม่มีเวลาคิดเรื่อง ขอบเขต แม้ในรัฐศาตร์ จะบอกว่า ขอบเขตการใช้อำนาจนั้น ยังเป็นเรื่องที่ตกลงไม่ได้ว่าความกว้างของมันนั้นเท่าใด แต่สำหรับสามัญสำนึกของมนุษย์ ย่อมรุแก่ตนดี